วิถีชีวิตแห่งการภาวนา โดย…เขมานันทะ

วิถีชีวิตแห่งการภาวนาตามแบบพุทธะนั้น คือการมีชีวิตอยู่เพื่อการภาวนาเป็นสำคัญ มีลมหายใจเข้าออกเป็นการภาวนาอยู่ทุกขณะจิต เพราะมีแต่การใช้วิถีชีวิตแบบนี้เท่านั้น คนเราถึงจะสามารถปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ในทุกๆ มิติ และในทุกๆ ทาง ออกมาอย่างบูรณาการได้ ไม่ว่าในเชิงศิลปะหรือเชิงกิจกรรมเพื่อสังคมก็ตาม

50

วัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และงดงามที่ได้มาจากการภาวนาเป็นสำคัญ ถึงจะเกิดการสานต่อในสิ่งดีงามได้

คนที่จะล่วงทุกข์ได้นั้น จำเป็นมากที่คนผู้นั้นจะต้องอุทิศตนให้กับการฝึกฝนตน ดุจศิลปินที่ฝึกปรือในสิ่งที่ตัวเองกระทำด้วยวินัยชั้นสูงเพื่อเข้าถึงศิลปะนั้นๆ ฉันใดก็ฉันนั้น หากคนเราปราศจากการเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่องที่ละเอียดอ่อนแล้ว การที่คนผู้นั้นจะกลายมาเป็นคนที่ฉลาดลึกซึ้ง และล้ำลึกนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เมื่อคนเราหันมาทางธรรม ตัวเขาควรจะมีสัมผัสที่ละเอียดอ่อนขึ้นจนสามารถมองเห็น “ช่องว่าง” ที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่ได้ชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาควรมีความไวต่อสัมผัสต่างๆ เช่น เสียงน้ำค้างหยด กลิ่นดินที่ระเหยขึ้นมาขณะกำลังนั่งภาวนาใต้ต้นไม้ในยามรุ่งเช้า หากยังไม่ละเอียดในสิ่งบริสุทธิ์เล็กๆ เหล่านี้ ก็คงยากที่จะเข้าถึงธรรมชั้นสูงซึ่งคนเราสามารถบรรลุถึงได้ในตัวเอง โดยไม่ต้องอิงอาศัยอะไรเลย

กิริยาภายนอกของผู้ปฏิบัติธรรมกับผู้ไม่ปฏิบัติธรรมนั้น สังเกตความแตกต่างได้ยาก เพราะเป็นกิริยาเดียวกัน แต่ที่ผิดแผกแตกต่างกันอยู่ตรงที่ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงนั้น มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ซึ่งด้วยการทำอย่างนี้จะนำไปสู่ผลที่แตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ

บุคคลที่มีชีวิตอยู่โดยไม่เจริญภาวนานั้น ในที่สุดชีวิตของผู้นั้นจะค่อยๆ ขัดข้อง มืดมน ถูกอารมณ์ต่างๆ เข้ามารุมเร้า และมีทุกข์เป็นที่หมาย ส่วนผู้เจริญภาวนาอยู่เสมอนั้น เมื่อฝึกฝนสติความรู้สึกตัวจนเข้มข้น สมาธิชนิดที่เป็นไปเองตามธรรมชาติจะปรากฏขึ้น ความทุกข์ทั้งหลายจะลดน้อยลงไปเอง ที่สุดก็จะเข้าถึงที่สุดของทุกข์ได้ในตัวเอง

เมื่อมีการเจริญสติให้ต่อเนื่อง จนมีกำลังสติที่มีกำลังนั้น ย่อมกลายเป็นสมาธิที่มีความแน่วแน่ มั่นคง ไม่วอกแวก สมาธินี้ย่อมแปรสภาพไปเป็นปัญญาเอง เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง สติ สมาธิ ปัญญา จึงเป็นอย่างเดียวกัน หรือเป็นลำดับของการบรรลุถึงวุฒิภาวะต่างกันเท่านั้น

00

สำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่บนวิถีชีวิตแห่งการภาวนา การกระทำทั้งหมดของเขาจะต้องถูกสำรวจ และประเมินค่าจากความรู้สึกตัวตามธรรมชาติ จากความผ่องแผ้วภายในที่เบาตัว ปลอดโปร่ง งดงาม บริสุทธิ์ ไม่หนักใจ ไม่กังวล มันจะต้องเป็นความรู้สึกตัวชัดๆ ที่มีสภาพต่อเนื่อง เห็นอยู่ รู้อยู่ สัมผัสอยู่ ซึ่งความจริงอย่างง่ายๆ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่แล้ว จนกระทั่งผู้นั้นตระหนักได้เองว่า ตัวเขานั่นแหละคือความสว่างของตัวเขาเอง และเป็นความสว่างของการดำเนินชีวิต

วิถีชีวิตแห่งการภาวนา มิใช่การตัดขาดจากโลก แต่เป็นการเปิดตา สัมผัสกับความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดำรงอยู่ ตื่นอยู่ อย่างไม่มีเจตนาที่จะดูสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือคิดเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ ตื่นอยู่เช่นนี้แล้ว ปล่อยให้กระแสธรรมชาติอันบริสุทธิ์ พรั่งพรูไหลผ่านโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ลมพัดน้ำไหล ผู้ภาวนาจึงต้องเปิดรับสัมผัสนี้อย่างรู้สึกตัวปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ แต่มีสติเข้าไปรู้มัน

ด้วยกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา จักรวาฬได้วิวัฒนาการตัวเองมาจนบังเกิดมนุษย์ผุดกำเนิดขึ้นมา การที่คนเราเกิดมาจนมีรูปร่างเช่นนี้ ในแง่มุมหนึ่งย่อมกล่าวได้ว่า จักรวาฬได้เผยตัวจนบรรลุถึงวินาทีนี้ ณ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และห้วงยามนี้ คือสิ่งที่จักรวาฬทั้งหมดได้กลั่นกรองมาเป็น “สภาพรู้” ให้คนเราได้ตระหนักรู้ เพราะผู้ที่ “รู้” จักรวาฬนั้น ด้วยความรู้ตัวอย่างสดบริสุทธิ์ ย่อมคือตัวจักรวาฬนั้นเอง ณ ห้วงยามนั้น

ผู้ที่อยู่บนวิถีชีวิตแห่งการภาวนา จนกระทั่งการภาวนาของเขาอยู่ในกระแสของธรรมชาติ หรือของจักรวาฬอย่างเป็นไปเอง ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวของเขา ย่อมเผยตัวออกมาเอง เป็นความตระหนักรู้อันสดบริสุทธิ์ ผู้นั้นย่อมค้นพบช่องว่างที่สง่างามในภายใน…ช่องว่างอันเวิ้งว้างที่เป็นความเงียบในภายใน ที่เป็นอันเดียวกับอิสรภาพที่ไร้ขอบเขต